สรุปย่อเรื่องราว เรียกว่าคอหนังสยองอยากจะเจออะไร ก็จัดเต็มให้หมดสมใจปรารถนา ทั้งหลอนทางภาพ หลอนทางแสงเงา หลอนทางสี (ขาว ดำ แดง ฟ้า ที่ชวนให้เราสัมผัสถึง “อารมณ์ผิดปกติและมิติที่บิดเบี้ยว” ในแต่ละฉาก) ไหนจะหลอนทางบรรยากาศ หลอนทางเสียง หลอนแบบตุ้งแช่โผล่มาแฮ่ (ทั้งแบบทันและไม่ทันตั้งตัว) ดูหนังไปได้แค่นาทีเดียว ผมก็ชื่นชม Joseph Bishara ทันที เขาเป็นคนทำดนตรีครับ พี่แกแน่มากในการสรรหาตัวโน้ตหลอนๆ ใส่ลงมาในหนังได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะเสียงกระชาก จื้ดดดด ของไวโอลินที่เล่นเอาเสียวสันหลังได้ทุกรอบ ไหนจะดนตรีเก่าๆ ที่หากฟังที่อื่นก็คงเป็นเพลงหวานเย็นสมัยคุณย่าที่น่ารักดี แต่พอมาโผล่ในหนังเรื่องนี้ มันกลับกลายเป็นสื่อสร้างความหลอนได้อย่างชะงัด… หลอนบรื้๋อๆ ทุกทีที่ได้ยิน เป็นอีกครั้งที่ James Wan แกทำได้ครับ สร้างหนังผีออกมาได้น่ากลัวสาใจคนชอบลองของ โดยเขาและ Leigh Whannell (คู่หูคู่คิดตั้งแต่สมัยเรียน) ก็ช่วยกันจับเอาความเด็ดของหนังสยองชั้นดีอย่าง A Nightmare on Elm Street , Poltergeist กับ The Exorcist มายำเข้าด้วยกันครับ ดังนั้นถ้าถามว่ามันสดใหม่หรือไม่ ก็ตอบได้ครับว่ามันไม่ได้ใหม่อะไรหรอกแต่ถึงจะไม่ใหม่ ก็ยังสยองได้ใจ ไม่ผิดหวังแล้วกันจุดที่เข้าท่าอีกอย่างคือ การใส่ความเป็นไปได้ลงในหนัง ประมาณว่าการมาของผีนี่มันเกิดจากอะไร เป็นไปตามทฤษฎีผีๆ อันไหน ซึ่งพวกนี้ช่วยเชื่อมให้เรื่องในหนังมันดูใกล้ตัวเรามากขึ้นเคล็ดลับหนังผีประการหนึ่งก็คือการเชื่อมครับ ถ้าเชื่อมให้คนดูคิดได้ จินตนาการต่อได้ว่ามันเคยเกิดขึ้นจริง และมันอาจเคยเกิดขึ้นกับคุณนะ เพียงแค่คุณไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันคืออะไร…ถ้าจะทำหนังให้สยองได้ใจ นอกจากภาพและเสียงต้องถึงรสเครื่องแกงแล้ว ยังต้องใส่การรับรู้ ชี้ชวนจิตใจให้คนดูฟุ้ง หลอน ไปปรุงความสยองต่อที่บ้าน นี่แหละครับ ถึงจะสยองครบถ้วนจุดนี้ Insidious ทำได้ดี แต่ก็ยังไม่ถึงกับสุดยอด เพราะแม้หนังจะมีการยำลีลาความสยองใส่ลงมาเยอะ (ทั้งภาพ เสียง และการเล่นกับอารมณ์) แต่ก็ยังไม่ได้ลงตัวลื่นไปซะทั้งหมด เรียกว่ายำอร่อย แต่ยังอร่อยได้อีก โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ใน “มิติลี้ลับ” นั่น น่าจะใส่อะไรมาหลอนได้อีกเยอะแต่ก็เอาเถอะ ได้ขนาดนี้ก็ถือว่าน่ากลัวในระดับน่าพอใจ ก็ขอชม Wan ล่ะครับ พี่ท่านแน่จริงๆ ในการเอาแนวหนังผีเก่าๆ (เด็กโดนผีสิง และพ่อแม่ต้องหาทางช่วย) มาเล่าใหม่โดยผสมสไตล์ตัวเองลงไป แบบเดียวกับที่ทำได้มาแล้วใน Dead Silenceดาราในเรื่องก็คัดมาดีครับ Patrick Wilson และ Rose Byrne คู่นี้เล่นได้ลื่นนักล่ะกับบทคนหน้าเครียดเพราะเจอปัญหารุมเร้า แต่รายที่ผมชอบเป็นพิเศษก็ Lin Shaye ดาราแม่ย่านางแห่งค่าย New Line ที่ชอบโผล่แบบแว้บๆ ตามหนังสยองหลายเรื่อง มาเรื่องนี้บทเธอเด่นหน่อยครับ เป็นเอลีส แม่หมอพลังจิต ท่าทางลีลาก็ดูเข้ากับบทดีครับ Leigh Whannell พี่คนเขียนบทคู่หูของ Wan ก็โดดลงมาเล่นด้วย ในบทสเป็คส์ ผู้ช่วยของเอลีส และดารารุ่นเก๋าอย่าง Barbara Hershey ก็มาสมทบในบทคุณย่าของเด็กน้อยที่โดนผีสิง ฉากที่เธอเจอดีกลางบ้านก็ทำเอาเรื่องสะดุ้งไปเหมือนกันยิ่งดูหนังของ Wan มากขึ้นเท่าไร ผมยิ่งสนใจผู้กำกับคนนี้มากขึ้น เพราะเขาขยันทำหนังแนวผีแนวสยอง และในงานแต่ละเรื่องก็มี “ความเชื่อ” ในแบบของเขาปะปนลงมาเสมอ ผมว่าสักวันหนึ่งนะครับ ถ้าอะไรที่อยู่ในหัวของ Wan มันอิ่มตัว มันตกผลึกจนชัดเจน จนเขาเห็นและเข้าใจความเชื่อของตัวเองแบบครบมุมเมื่อไรล่ะก็… เราน่าจะได้ดูหนังผีที่มีอะไรมากกว่า “เรื่องผี” (อย่าง The Sixth Sense) หรือไม่ก็จะได้เห็นผีหลอกในมิติใหม่ (เช่น ที่เราเห็นแว้บๆ ในมิติลี้ลับ) ก็เป็นได้ผมอยากให้พี่เขาทำ นิ้วเขมือบตอนใหม่ (ถ้ามี) หรือไม่ก็รีเมค Suspiria จัง… น่าจะเข้าทางเลยล่ะปล. รู้ไหมครับ ทำไมถึงบอกว่าเหมือนโดนผีวางยา 555 เพราะพอดูแล้ว ยามเดินไปเดินมาในบ้านก็เริ่มหลอนนิดๆ เห็นอะไรโบกสะบัดนี่หันควับเลย อย่างเมื่อกี้ทิชชู่ม้วนมันปลิว ยังเกือบสะดุ้ง 555 แอบฮาตัวเองจริงๆพี่ Wan แกวางยาคนดูด้วยมุมกล้องสไตล์ “หลอนตรงหางตา” ได้เข้าท่าดีแท้

Comments

comments